Review

รีวิว Ib – ตำนานหอศิลป์พิศวง ที่กลับมาโลดแล่นอีกครั้งในฉบับ Remake

ล่วงเลยมาแล้ว 10 ปีหลังจากที่ “Ib” เปิดตัวมาในฐานะของเกมอินดี้เล่นฟรี ที่มอบความสยองขวัญอันแตกต่าง พร้อมสร้างปรากฏการณ์ความนิยม จนเป็นที่พูดถึงและมีแฟนอาร์ตตามมามากมาย

Related Articles

ล่าสุด คุณ “kouri” ผู้ให้กำเนิดเกมนี้ ก็ชุบชีวิตตำนานกลับมาเล่าขานอีกครั้งแล้วในฉบับ Remake โดยออกวางขายบน Steam ในเวอร์ชันภาษาญี่ปุ่นก่อน จากนั้นจึงมีอัปเดตเวอร์ชันแปลภาษาอังกฤษเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา

แล้ว “Ib” ในฉบับ Remake มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง ? มันจะยังขลังอยู่หรือเปล่าเมื่อหยิบมาเล่นในยุคนี้ ? ขอเชิญมาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันได้ในบทความรีวิวของเรา 

เนื้อเรื่อง

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อ “Ib” เด็กสาววัย 9 ปี มีโอกาสเข้ามาเยี่ยมชมหอศิลป์แห่งหนึ่งเป็นครั้งแรกกับพ่อและแม่ของเธอ

ณ หอศิลป์แห่งนี้ มีการรวบรวมผลงานของศิลปินชื่อดังอย่าง ‘Weiss Guertena’ มาจัดแสดงอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นบรรดาภาพวาด ไปจนถึงงานประติมากรรมต่าง ๆ ที่ดูสวยงามและแปลกประหลาดในคราเดียวกัน

Ib ที่ให้ความสนใจกับผลงานของ Guertena, แยกตัวออกมาจากพ่อแม่ของเธอ และเดินเยี่ยมชมหอศิลป์จนมาพบกับภาพวาดขนาดใหญ่ภาพหนึ่ง ที่ราวกับกำลังเชื้อเชิญให้เธอเข้าไปอยู่ในนั้น

ก่อนจะทันรู้ตัว Ib ก็พบว่าเธอหลุดเข้ามาสู่โลกแห่งภาพวาดเสียแล้ว, ที่ ๆ ผลงานของ Guertena มีชีวิตขึ้นมา บ้างก็ดูเป็นมิตร แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ชวนสยองจนต้องหลบเลี่ยง

โชคยังดีที่ Ib ไม่ได้อยู่แค่ตัวคนเดียว เพราะในระหว่างทางเธอก็ยังพบกับ “Garry” ชายหนุ่มร่างสูงท่าทางใจดี ที่ดูเหมือนจะพลัดหลงเข้ามาเช่นกัน รวมไปถึง “Mary” สาวน้อยผู้อายุไล่เลี่ยกับเธอ ซึ่งจะมาร่วมกันเผชิญหน้าและไขปริศนาเหนือจินตนาการ เพื่อหาทางออกไปจากโลกสุดพิศวงแห่งนี้

ฟังดูแล้วนี่ก็ยังคงเป็น Ib ในแบบที่หลายคนคุ้นเคยจากเมื่อ 10 ปีก่อน ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เพราะคุณ kouri ตั้งใจจะทำเกมนี้ขึ้นใหม่ โดยยังคงเรื่องราวต้นฉบับไว้ทั้งหมด อันรวมไปถึงฉากจบที่ก็ยังมีจำนวนเท่ากันกับตัวเกมเดิมอีกด้วย

ซึ่งก่อนที่จะได้รับการ Remake, เกมนี้ก็มีอัปเดตเนื้อหาใหม่ ๆ อยู่ช่วงหนึ่งไปจนสิ้นสุดที่เวอร์ชัน 1.04 ดังนั้นถ้าหากว่าใครได้เล่นตัวเกมฉบับ Remake แล้วไปเจอกับฉากจบที่ไม่คุ้นตา ก็เป็นไปได้ว่าก่อนหน้านี้อาจจะได้เล่นตัวเกมในเวอร์ชันที่เก่ากว่า และยังไม่มีฉากจบนั้น ๆ เพิ่มเข้ามานั่นเอง

เรื่องราวของ Ib ถูกถ่ายทอดออกมาให้เข้าใจได้ง่าย ผู้เล่นสามารถรับรู้ถึงสถานการณ์ตรงหน้า พร้อมกับทราบเบาะแสต่าง ๆ ผ่านการไขปริศนาภายในเกม ก่อนจะไปสู่จุดเฉลยที่น่าสนใจ ซึ่งแม้ว่าจะไม่ใช่พล็อตสยองขวัญที่ดูแปลกใหม่นักในยุคนี้ แต่สำหรับใครที่ไม่เคยรู้จัก Ib มาก่อน อย่างน้อยก็น่าจะอินกับความสัมพันธ์ของแต่ละตัวละคร รวมไปถึงเหตุการณ์พลิกผันต่าง ๆ ที่เล่าออกมาได้อย่างมีจังหวะชั้นเชิงอยู่ไม่น้อยทีเดียว

การนำเสนอ

ความสยองขวัญในเกมนี้ มาจากแนวคิดที่เปลี่ยนให้ผลงานศิลปะนั้นมีชีวิตขึ้นมา จากเดิมที่ก็ดูแปลกประหลาดอยู่แล้ว เมื่อมันขยับได้จึงยิ่งชวนขนลุกมากขึ้นไปอีก ซึ่งผู้เล่นก็ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่างานแต่ละชิ้นจะ “มีชีวิต” ขึ้นมาในรูปแบบใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นบรรดาหุ่นลองเสื้อ, ตุ๊กตาหน้าตาประหลาด หรือภาพสตรีในชุดแดงที่ดูลึกลับ

แต่ถึงอย่างนั้น ตัวเกมก็ไม่ได้มีองค์ประกอบความสยองขวัญเพียงอย่างเดียว เพราะ “สิ่งมีชีวิต” บางตัวก็ไม่ได้น่ากลัวอะไร กลับกันจะรู้สึกว่ามันน่ารักแบบประหลาด ๆ เสียด้วยซ้ำในยามที่ Ib เข้าไปแตะต้องพวกมัน

และด้วยความที่ตัวเกมแทบจะยกเนื้อหาจากต้นฉบับมาทั้งหมด ดังนั้นบรรดาฉากตุ้งแช่ หรือมุกที่ใช้หลอกก็ยังคงเป็นแบบเดิม ใครที่เคยเล่นแต่ลืม ๆ ไปแล้ว ถ้าได้เห็นการเซ็ตฉาก หรือเห็นงานศิลป์บางชิ้น ก็อาจจะจำได้ทันทีว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น

แต่ก็ไม่เชิงว่า Ib จะน่ากลัวจนคนจิตอ่อนเล่นไม่ไหว เพราะส่วนใหญ่แล้วตัวเกมจะเน้นให้ผู้เล่นค่อย ๆ ซึมซับบรรยากาศความพิศวงเสียมากกว่า พร้อมนำเสนอเหตุการณ์อันเหนือความเป็นจริง (Surreal) เคล้าไปกับบทเพลงของคุณ YASUpochi ที่ยังคงติดตรึงหูผู้เล่นไม่ต่างกันกับเมื่อ 10 ปีก่อน

เมื่อพูดถึงพาร์ทดนตรีแล้ว นอกเหนือจากการใช้คาลิมบาและเปียโนเสียงหม่น ๆ มาเป็นองค์ประกอบหลักอย่างลงตัว ในเวอร์ชัน Remake ก็ยังมี BGM ใหม่ ๆ ที่เน้นเครื่องสายมากขึ้นอีกด้วย ช่วยเสริมให้ฉากเดิม ๆ ที่ดูว่างเปล่า กลับมีบรรยากาศในแบบที่ควรจะเป็น

สำหรับส่วนที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดจากตัวเกมต้นฉบับ ก็คือการใช้ Artwork ตัวละครแบบใหม่ทั้งหมด ด้วยลายเส้นที่สวยงามขึ้น ดูก้ำกึ่งระหว่างสไตล์ญี่ปุ่นกับฝั่งตะวันตก และจากเดิมที่เราจะได้เห็นหน้าตัวละครอยู่แค่ในกรอบสี่เหลี่ยม คราวนี้ก็จะโชว์ให้เห็นแบบครึ่งตัวแล้วเหมือนอย่างเกม RPG ในปัจจุบัน 

นอกจากนี้ คุณ kouri ก็จัดการเพิ่มเอฟเฟคต์แสงเงาเข้ามา ทำให้พื้นที่สว่างขึ้นเฉพาะจุดที่ Ib ยืนอยู่ ในแต่ละส่วนของฉากจึงมีความสว่าง-มืดไม่เท่ากัน ดูมีมิติยิ่งขึ้นกว่าต้นฉบับ และยังให้บรรยากาศความน่ากลัวขึ้นอีกเล็กน้อยด้วย

พร้อมกันก็ยังจัดวางตำแหน่งวัตถุต่าง ๆ ในฉากเสียใหม่ ปรับปรุงรายละเอียดให้ดูรู้เรื่องขึ้นว่าสิ่งของแต่ละอย่างคืออะไร และบางฉากที่เป็นภาพหลอนประสาท ก็ถูกทำขึ้นมาใหม่ทั้งหมดให้ดูแล้วเป็นเหตุเป็นผลกว่าที่เคย

ตรงจุดนี้เอง มันเลยทำให้หลาย ๆ ฉากน่าเบื่อจากเกมต้นฉบับกลับดูน่าติดตามมากขึ้น ด้วยการปรับนิด เปลี่ยนหน่อย แต่ยังรักษาลำดับทุก ๆ เหตุการณ์เอาไว้ไม่ให้เสียรสชาติตัวเกมไปแต่อย่างใด

ระบบการเล่น

Ib ฉบับ Remake ยังคงเป็นเกมที่ผู้เล่นต้องเดินวนสำรวจไปมา, แก้ไขพัซเซิลต่าง ๆ ที่ซ้อนกันอยู่หลายชั้น และหาทางออกไปสู่ห้องใหม่ ๆ เพื่อให้เนื้อเรื่องดำเนินต่อไป

ทว่าสิ่งที่แตกต่างไปบ้าง ก็คือตัวพัซเซิลที่มีการแก้ไขปรับปรุงให้ค่อนข้างง่ายขึ้นพอสมควร ผู้เล่นจึงสามารถใช้เซนส์ในการคาดเดา, สังเกตคำใบ้ ดูว่ามีอะไรที่ผิดแผกหรือขาดหายไปจากงานศิลป์แต่ละชิ้น และแก้ไขจนสำเร็จในเวลาไม่นานมากนัก

การปรับปรุงในลักษณะนี้ มีข้อดีตรงที่ผู้เล่นจะไม่ต้องติดหล่มอยู่กับพัซเซิลใดเป็นเวลานานจนเกินไป ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือปริศนาที่ผู้เล่นจะต้องกดปุ่มบนตารางให้ถูกตำแหน่ง, ถ้าเป็นตัวเกมต้นฉบับก็จะไม่มีเลขกำกับใด ๆ อยู่เลย แต่พอเป็นแบบ Remake แล้ว ก็จะมีตัวอักษรและตัวเลขบอกไว้ ซึ่งสามารถหาคำตอบที่ถูกต้องได้จากรูปทั้ง 6 ที่อยู่ด้านหน้าประตูของห้องนี้

หรือบางกรณี ก็มีการสับเปลี่ยนเอาพัซเซิลใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามาเลยในระดับความยากที่กำลังพอเหมาะ ช่วยให้เล่นได้ต่อเนื่องยิ่งขึ้น และถ้าใครรู้สึกว่าไปต่อไม่ไหวจริง ๆ ตัวเกมก็มีระบบใหม่ ให้ผู้เล่นกดปุ่ม “E” เพื่อพูดคุยกับเพื่อนร่วมทาง ซึ่งอาจจะได้รับคำใบ้ของแต่ละพัซเซิลมาด้วยในบางโอกาส

นอกเหนือจากการแก้ไขพัซเซิล ก็จะมีบางจังหวะคับขันที่ผู้เล่นต้องควบคุมตัวละครเพื่อหลบหนีสิ่งอันตรายอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้เยอะมากนัก ดังนั้นใครที่ถนัด ๆ ก็อาจจะเล่นเกมนี้ด้วยมือเดียวได้เลย โดยใช้ปุ่ม WASD ในการควบคุม (แทน Arrow Key) และใช้ Z เป็นปุ่มตกลง, X เป็นปุ่มยกเลิก

ส่วนระบบพลังชีวิต แน่นอนว่าตัวเกมยังคงใช้ไอเดียของ “ดอกกุหลาบ” แทน HP ของเรา แต่มีการปรับเปลี่ยนไอคอนกุหลาบให้ทันสมัยมากขึ้น และใช้ (ส่วนที่คาดว่าน่าจะเป็น) หนามแต่ละแฉกในการบอกจำนวนครั้งที่สามารถโดนโจมตีได้ ซึ่งถ้าหมดลงเมื่อใดก็เท่ากับว่า Game Over

ในทางกลับกัน ผู้เล่นก็สามารถฟื้น HP คืนมาได้เมื่อนำกุหลาบไปใส่ในแจกัน ซึ่งจะทำให้ตัวดอกกลับมาบานสะพรั่งมีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ทั้งนี้ก็น่าเสียดายที่ UI แบบใหม่ ไม่ได้ทำให้กลีบของกุหลาบค่อย ๆ น้อยลงเมื่อใกล้จะตายอีกแล้ว เลยอาจจะใช้กุหลาบเป็นสัญลักษณ์สื่อถึง “ชีวิต” ในโลกแห่งภาพวาดนี้ไม่ชัดเจนเท่ากับเกมต้นฉบับอยู่เล็กน้อย

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่เพิ่มเข้ามาใหม่ ก็คือ “Zoom Mode” ที่ผู้เล่นสามารถกด C เพื่อซูมเข้าไปดูรายละเอียดงานศิลป์แบบใกล้ ๆ ได้ และสามารถเปิดโหมดนี้ไว้ตลอดได้เลยไปจนจบเกม (แต่บางฉากก็จะไม่อนุญาตให้กดซูม) ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วก็น่าเสียดายที่ฟีเจอร์นี้ไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์กับพัซเซิลใด ๆ จึงทำให้ดูเหมือนจะเป็นลูกเล่นที่ไม่จำเป็นต้องใส่เข้ามาเลยก็ได้ด้วยซ้ำ

ในด้านของเนื้อหาท้ายเกม ก็ยังมีโหมด “True Guertena exhibit” มาให้ผู้เล่นได้สะสมงานศิลป์ต่าง ๆ กันให้ครบเหมือนเคย เช่นเดียวกับดันเจี้ยนพิเศษ ซึ่งเราจะต้องวนกลับมาเล่นซ้ำอีกรอบหนึ่ง จึงจะสามารถเข้าถึงดันเจี้ยนเหล่านี้ได้

กราฟิก / ประสิทธิภาพ

ตัวเกมยังคงพัฒนาด้วย Engine ชื่อดังอย่าง RPG Maker เช่นเคย แต่ต่างกันตรงที่ตัวต้นฉบับนั้นเป็น RPG Maker 2000 ขณะที่ตัว Remake เปลี่ยนมาใช้เป็นเวอร์ชันใหม่ (แต่ไม่ล่าสุด) อย่าง ‘RPG Maker MV’ แล้ว

ด้วยอานุภาพของ Engine ตัวใหม่ ก็ทำให้ Ib ฉบับ Remake มีลูกเล่นกราฟิกเพิ่มเติมจากเดิม อย่างเช่นที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ก็คือลูกเล่นของแสงเงาในฉาก ที่ช่วยไฮไลต์ตัวละครและงานศิลป์ต่าง ๆ ทำให้เกมดูมีมิติยิ่งขึ้น พร้อมกันก็ยังสามารถใช้ลูกเล่นกับตัวอักษรในกล่องคำพูดให้มีขนาดเล็ก-ใหญ่ไม่เท่ากัน เพิ่มอรรถรสในการอ่านขึ้นด้วยอีกหนึ่งระดับ

นอกเหนือจากลูกเล่นใหม่ของเกม รูปวาดต่าง ๆ ภายในหอศิลป์ก็ถูกทำขึ้นมาใหม่ให้มีรายละเอียดดีขึ้น สวยงามน่าดูชมขึ้นในแบบฉบับของ Pixel Art อีกด้วย บางรูปที่ผู้เล่นสามารถกดเข้าไปดูใกล้ ๆ ได้ คราวนี้ก็จะสามารถเลื่อนดูได้ทั้งรูปตั้งแต่บนจรดล่างแล้ว

โดยรวมก็ถือว่าตัวเกมมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคปัจจุบันมากขึ้น แม้จะไม่ได้ถึงกับก้าวกระโดดไปจากเดิม แต่ก็ถือว่าอยู่ในขอบเขตของเกมอินดี้เกมหนึ่ง ซึ่งสามารถเล่นได้อย่างไม่มีปัญหาไม่ว่าจะรันผ่าน PC สเปคใด ๆ ก็ตามที่มีขายในท้องตลาด

จะน่าเสียดายอยู่บ้างก็ตรงที่ตัวเกมรันอยู่ที่ความละเอียด 1280 x 720 เท่านั้น ไม่สามารถปรับเป็นขนาดอื่นได้ และหากต้องการจะเล่นแบบเต็มจอ ก็ทำได้เพียงแค่กดขยายหน้าต่างขึ้นมาเท่านั้น ไม่มีโหมด Full Screen ให้เลือกแต่อย่างใด ซึ่งตรงส่วนนี้เป็นข้อจำกัดของ RPG Maker MV ที่สามารถเข้าใจได้ เพราะหากจะทำให้ตัวเกมรองรับจอหลายขนาด ก็อาจจะต้องพึ่งพาปลั๊กอินเพิ่มเติม และเสียเวลาพัฒนาไปโดยใช่เหตุอยู่เหมือนกัน

สรุป

Ib ในฉบับ Remake เปรียบเทียบได้กับอาหารเมนูโปรดที่จะทานกี่ครั้งก็ยังอร่อย แม้เนื้อหาตัวเกมจะยังคงเหมือนเดิม แต่ก็มีการปรับปรุงองค์ประกอบโดยรอบให้เป็นไปตามสมัยนิยม และเข้าถึงง่ายมากขึ้น

ใครที่คิดถึงเรื่องราวการผจญภัยในหอศิลป์ของ Ib หรือยังไม่เคยได้สัมผัสกับเกมนี้มาก่อน นี่ก็เป็นโอกาสอันดีแล้วที่จะได้ลองกับตัวเกมฉบับ Remake ซึ่งราคา 219 บาทบนหน้าร้านค้า Steam ก็ถือว่าไม่แพงเลย เมื่อดูจากความใส่ใจรายละเอียดของคุณ kouri รวมถึงประสบการณ์ที่เราจะได้รับกลับมา

จุดเด่น

  • เรื่องราวลึกลับน่าติดตาม ตัวละครและเหล่ามอนสเตอร์ล้วนมีสเน่ห์ในแบบของตัวเอง
  • กราฟิกที่ปรับปรุงใหม่ เปลี่ยนเฉดสี เพิ่มแสงเงาให้ดูดีขึ้น
  • บางพัซเซิลถูกปรับให้ง่าย ทำให้เล่นได้ต่อเนื่อง ไม่ติดอยู่ห้องใดห้องหนึ่งนานเกินไป
  • ดนตรีอันหมองหม่นแต่งดงามระดับมาสเตอร์พีซ

จุดด้อย

  • เนื้อหาภายในเกมยังเหมือนเดิมเกือบทั้งหมด ถ้าเพิ่งเล่นเวอร์ชันเก่าไปไม่นานก็อาจจะไม่ได้ประทับใจมาก
  • ฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่เพิ่มเข้ามาในฉบับ Remake ไม่ได้น่าสนใจมากนัก

Score : 7 / 10

Tags: Ib


ข้อมูลมากกว่านี้

รีวิว Ib – ตำนานหอศิลป์พิศวง ที่กลับมาโลดแล่นอีกครั้งในฉบับ Remake

ล่วงเลยมาแล้ว 10 ปีหลังจากที่ “Ib” เปิดตัวมาในฐานะของเกมอินดี้เล่นฟรี ที่มอบความสยองขวัญอันแตกต่าง พร้อมสร้างปรากฏการณ์ความนิยม จนเป็นที่พูดถึงและมีแฟนอาร์ตตามมามากมาย
ล่าสุด คุณ “kouri” ผู้ให้กำเนิดเกมนี้ ก็ชุบชีวิตตำนานกลับมาเล่าขานอีกครั้งแล้วในฉบับ Remake โดยออกวางขายบน Steam ในเวอร์ชันภาษาญี่ปุ่นก่อน จากนั้นจึงมีอัปเดตเวอร์ชันแปลภาษาอังกฤษเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา
แล้ว “Ib” ในฉบับ Remake มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง ? มันจะยังขลังอยู่หรือเปล่าเมื่อหยิบมาเล่นในยุคนี้ ? ขอเชิญมาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันได้ในบทความรีวิวของเรา 
เนื้อเรื่อง

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อ “Ib” เด็กสาววัย 9 ปี มีโอกาสเข้ามาเยี่ยมชมหอศิลป์แห่งหนึ่งเป็นครั้งแรกกับพ่อและแม่ของเธอ
ณ หอศิลป์แห่งนี้ มีการรวบรวมผลงานของศิลปินชื่อดังอย่าง ‘Weiss Guertena’ มาจัดแสดงอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นบรรดาภาพวาด ไปจนถึงงานประติมากรรมต่าง ๆ ที่ดูสวยงามและแปลกประหลาดในคราเดียวกัน
Ib ที่ให้ความสนใจกับผลงานของ Guertena, แยกตัวออกมาจากพ่อแม่ของเธอ และเดินเยี่ยมชมหอศิลป์จนมาพบกับภาพวาดขนาดใหญ่ภาพหนึ่ง ที่ราวกับกำลังเชื้อเชิญให้เธอเข้าไปอยู่ในนั้น
ก่อนจะทันรู้ตัว Ib ก็พบว่าเธอหลุดเข้ามาสู่โลกแห่งภาพวาดเสียแล้ว, ที่ ๆ ผลงานของ Guertena มีชีวิตขึ้นมา บ้างก็ดูเป็นมิตร แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ชวนสยองจนต้องหลบเลี่ยง
โชคยังดีที่ Ib ไม่ได้อยู่แค่ตัวคนเดียว เพราะในระหว่างทางเธอก็ยังพบกับ “Garry” ชายหนุ่มร่างสูงท่าทางใจดี ที่ดูเหมือนจะพลัดหลงเข้ามาเช่นกัน รวมไปถึง “Mary” สาวน้อยผู้อายุไล่เลี่ยกับเธอ ซึ่งจะมาร่วมกันเผชิญหน้าและไขปริศนาเหนือจินตนาการ เพื่อหาทางออกไปจากโลกสุดพิศวงแห่งนี้

ฟังดูแล้วนี่ก็ยังคงเป็น Ib ในแบบที่หลายคนคุ้นเคยจากเมื่อ 10 ปีก่อน ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เพราะคุณ kouri ตั้งใจจะทำเกมนี้ขึ้นใหม่ โดยยังคงเรื่องราวต้นฉบับไว้ทั้งหมด อันรวมไปถึงฉากจบที่ก็ยังมีจำนวนเท่ากันกับตัวเกมเดิมอีกด้วย
ซึ่งก่อนที่จะได้รับการ Remake, เกมนี้ก็มีอัปเดตเนื้อหาใหม่ ๆ อยู่ช่วงหนึ่งไปจนสิ้นสุดที่เวอร์ชัน 1.04 ดังนั้นถ้าหากว่าใครได้เล่นตัวเกมฉบับ Remake แล้วไปเจอกับฉากจบที่ไม่คุ้นตา ก็เป็นไปได้ว่าก่อนหน้านี้อาจจะได้เล่นตัวเกมในเวอร์ชันที่เก่ากว่า และยังไม่มีฉากจบนั้น ๆ เพิ่มเข้ามานั่นเอง
เรื่องราวของ Ib ถูกถ่ายทอดออกมาให้เข้าใจได้ง่าย ผู้เล่นสามารถรับรู้ถึงสถานการณ์ตรงหน้า พร้อมกับทราบเบาะแสต่าง ๆ ผ่านการไขปริศนาภายในเกม ก่อนจะไปสู่จุดเฉลยที่น่าสนใจ ซึ่งแม้ว่าจะไม่ใช่พล็อตสยองขวัญที่ดูแปลกใหม่นักในยุคนี้ แต่สำหรับใครที่ไม่เคยรู้จัก Ib มาก่อน อย่างน้อยก็น่าจะอินกับความสัมพันธ์ของแต่ละตัวละคร รวมไปถึงเหตุการณ์พลิกผันต่าง ๆ ที่เล่าออกมาได้อย่างมีจังหวะชั้นเชิงอยู่ไม่น้อยทีเดียว
การนำเสนอ

ความสยองขวัญในเกมนี้ มาจากแนวคิดที่เปลี่ยนให้ผลงานศิลปะนั้นมีชีวิตขึ้นมา จากเดิมที่ก็ดูแปลกประหลาดอยู่แล้ว เมื่อมันขยับได้จึงยิ่งชวนขนลุกมากขึ้นไปอีก ซึ่งผู้เล่นก็ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่างานแต่ละชิ้นจะ “มีชีวิต” ขึ้นมาในรูปแบบใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นบรรดาหุ่นลองเสื้อ, ตุ๊กตาหน้าตาประหลาด หรือภาพสตรีในชุดแดงที่ดูลึกลับ
แต่ถึงอย่างนั้น ตัวเกมก็ไม่ได้มีองค์ประกอบความสยองขวัญเพียงอย่างเดียว เพราะ “สิ่งมีชีวิต” บางตัวก็ไม่ได้น่ากลัวอะไร กลับกันจะรู้สึกว่ามันน่ารักแบบประหลาด ๆ เสียด้วยซ้ำในยามที่ Ib เข้าไปแตะต้องพวกมัน
และด้วยความที่ตัวเกมแทบจะยกเนื้อหาจากต้นฉบับมาทั้งหมด ดังนั้นบรรดาฉากตุ้งแช่ หรือมุกที่ใช้หลอกก็ยังคงเป็นแบบเดิม ใครที่เคยเล่นแต่ลืม ๆ ไปแล้ว ถ้าได้เห็นการเซ็ตฉาก หรือเห็นงานศิลป์บางชิ้น ก็อาจจะจำได้ทันทีว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น
แต่ก็ไม่เชิงว่า Ib จะน่ากลัวจนคนจิตอ่อนเล่นไม่ไหว เพราะส่วนใหญ่แล้วตัวเกมจะเน้นให้ผู้เล่นค่อย ๆ ซึมซับบรรยากาศความพิศวงเสียมากกว่า พร้อมนำเสนอเหตุการณ์อันเหนือความเป็นจริง (Surreal) เคล้าไปกับบทเพลงของคุณ YASUpochi ที่ยังคงติดตรึงหูผู้เล่นไม่ต่างกันกับเมื่อ 10 ปีก่อน
เมื่อพูดถึงพาร์ทดนตรีแล้ว นอกเหนือจากการใช้คาลิมบาและเปียโนเสียงหม่น ๆ มาเป็นองค์ประกอบหลักอย่างลงตัว ในเวอร์ชัน Remake ก็ยังมี BGM ใหม่ ๆ ที่เน้นเครื่องสายมากขึ้นอีกด้วย ช่วยเสริมให้ฉากเดิม ๆ ที่ดูว่างเปล่า กลับมีบรรยากาศในแบบที่ควรจะเป็น
สำหรับส่วนที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดจากตัวเกมต้นฉบับ ก็คือการใช้ Artwork ตัวละครแบบใหม่ทั้งหมด ด้วยลายเส้นที่สวยงามขึ้น ดูก้ำกึ่งระหว่างสไตล์ญี่ปุ่นกับฝั่งตะวันตก และจากเดิมที่เราจะได้เห็นหน้าตัวละครอยู่แค่ในกรอบสี่เหลี่ยม คราวนี้ก็จะโชว์ให้เห็นแบบครึ่งตัวแล้วเหมือนอย่างเกม RPG ในปัจจุบัน 

นอกจากนี้ คุณ kouri ก็จัดการเพิ่มเอฟเฟคต์แสงเงาเข้ามา ทำให้พื้นที่สว่างขึ้นเฉพาะจุดที่ Ib ยืนอยู่ ในแต่ละส่วนของฉากจึงมีความสว่าง-มืดไม่เท่ากัน ดูมีมิติยิ่งขึ้นกว่าต้นฉบับ และยังให้บรรยากาศความน่ากลัวขึ้นอีกเล็กน้อยด้วย
พร้อมกันก็ยังจัดวางตำแหน่งวัตถุต่าง ๆ ในฉากเสียใหม่ ปรับปรุงรายละเอียดให้ดูรู้เรื่องขึ้นว่าสิ่งของแต่ละอย่างคืออะไร และบางฉากที่เป็นภาพหลอนประสาท ก็ถูกทำขึ้นมาใหม่ทั้งหมดให้ดูแล้วเป็นเหตุเป็นผลกว่าที่เคย
ตรงจุดนี้เอง มันเลยทำให้หลาย ๆ ฉากน่าเบื่อจากเกมต้นฉบับกลับดูน่าติดตามมากขึ้น ด้วยการปรับนิด เปลี่ยนหน่อย แต่ยังรักษาลำดับทุก ๆ เหตุการณ์เอาไว้ไม่ให้เสียรสชาติตัวเกมไปแต่อย่างใด
ระบบการเล่น

Ib ฉบับ Remake ยังคงเป็นเกมที่ผู้เล่นต้องเดินวนสำรวจไปมา, แก้ไขพัซเซิลต่าง ๆ ที่ซ้อนกันอยู่หลายชั้น และหาทางออกไปสู่ห้องใหม่ ๆ เพื่อให้เนื้อเรื่องดำเนินต่อไป
ทว่าสิ่งที่แตกต่างไปบ้าง ก็คือตัวพัซเซิลที่มีการแก้ไขปรับปรุงให้ค่อนข้างง่ายขึ้นพอสมควร ผู้เล่นจึงสามารถใช้เซนส์ในการคาดเดา, สังเกตคำใบ้ ดูว่ามีอะไรที่ผิดแผกหรือขาดหายไปจากงานศิลป์แต่ละชิ้น และแก้ไขจนสำเร็จในเวลาไม่นานมากนัก
การปรับปรุงในลักษณะนี้ มีข้อดีตรงที่ผู้เล่นจะไม่ต้องติดหล่มอยู่กับพัซเซิลใดเป็นเวลานานจนเกินไป ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือปริศนาที่ผู้เล่นจะต้องกดปุ่มบนตารางให้ถูกตำแหน่ง, ถ้าเป็นตัวเกมต้นฉบับก็จะไม่มีเลขกำกับใด ๆ อยู่เลย แต่พอเป็นแบบ Remake แล้ว ก็จะมีตัวอักษรและตัวเลขบอกไว้ ซึ่งสามารถหาคำตอบที่ถูกต้องได้จากรูปทั้ง 6 ที่อยู่ด้านหน้าประตูของห้องนี้
Ib (2012) Ib (2022)หรือบางกรณี ก็มีการสับเปลี่ยนเอาพัซเซิลใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามาเลยในระดับความยากที่กำลังพอเหมาะ ช่วยให้เล่นได้ต่อเนื่องยิ่งขึ้น และถ้าใครรู้สึกว่าไปต่อไม่ไหวจริง ๆ ตัวเกมก็มีระบบใหม่ ให้ผู้เล่นกดปุ่ม “E” เพื่อพูดคุยกับเพื่อนร่วมทาง ซึ่งอาจจะได้รับคำใบ้ของแต่ละพัซเซิลมาด้วยในบางโอกาส

นอกเหนือจากการแก้ไขพัซเซิล ก็จะมีบางจังหวะคับขันที่ผู้เล่นต้องควบคุมตัวละครเพื่อหลบหนีสิ่งอันตรายอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้เยอะมากนัก ดังนั้นใครที่ถนัด ๆ ก็อาจจะเล่นเกมนี้ด้วยมือเดียวได้เลย โดยใช้ปุ่ม WASD ในการควบคุม (แทน Arrow Key) และใช้ Z เป็นปุ่มตกลง, X เป็นปุ่มยกเลิก
ส่วนระบบพลังชีวิต แน่นอนว่าตัวเกมยังคงใช้ไอเดียของ “ดอกกุหลาบ” แทน HP ของเรา แต่มีการปรับเปลี่ยนไอคอนกุหลาบให้ทันสมัยมากขึ้น และใช้ (ส่วนที่คาดว่าน่าจะเป็น) หนามแต่ละแฉกในการบอกจำนวนครั้งที่สามารถโดนโจมตีได้ ซึ่งถ้าหมดลงเมื่อใดก็เท่ากับว่า Game Over
ในทางกลับกัน ผู้เล่นก็สามารถฟื้น HP คืนมาได้เมื่อนำกุหลาบไปใส่ในแจกัน ซึ่งจะทำให้ตัวดอกกลับมาบานสะพรั่งมีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ทั้งนี้ก็น่าเสียดายที่ UI แบบใหม่ ไม่ได้ทำให้กลีบของกุหลาบค่อย ๆ น้อยลงเมื่อใกล้จะตายอีกแล้ว เลยอาจจะใช้กุหลาบเป็นสัญลักษณ์สื่อถึง “ชีวิต” ในโลกแห่งภาพวาดนี้ไม่ชัดเจนเท่ากับเกมต้นฉบับอยู่เล็กน้อย
อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่เพิ่มเข้ามาใหม่ ก็คือ “Zoom Mode” ที่ผู้เล่นสามารถกด C เพื่อซูมเข้าไปดูรายละเอียดงานศิลป์แบบใกล้ ๆ ได้ และสามารถเปิดโหมดนี้ไว้ตลอดได้เลยไปจนจบเกม (แต่บางฉากก็จะไม่อนุญาตให้กดซูม) ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วก็น่าเสียดายที่ฟีเจอร์นี้ไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์กับพัซเซิลใด ๆ จึงทำให้ดูเหมือนจะเป็นลูกเล่นที่ไม่จำเป็นต้องใส่เข้ามาเลยก็ได้ด้วยซ้ำ
ในด้านของเนื้อหาท้ายเกม ก็ยังมีโหมด “True Guertena exhibit” มาให้ผู้เล่นได้สะสมงานศิลป์ต่าง ๆ กันให้ครบเหมือนเคย เช่นเดียวกับดันเจี้ยนพิเศษ ซึ่งเราจะต้องวนกลับมาเล่นซ้ำอีกรอบหนึ่ง จึงจะสามารถเข้าถึงดันเจี้ยนเหล่านี้ได้
กราฟิก / ประสิทธิภาพ

ตัวเกมยังคงพัฒนาด้วย Engine ชื่อดังอย่าง RPG Maker เช่นเคย แต่ต่างกันตรงที่ตัวต้นฉบับนั้นเป็น RPG Maker 2000 ขณะที่ตัว Remake เปลี่ยนมาใช้เป็นเวอร์ชันใหม่ (แต่ไม่ล่าสุด) อย่าง ‘RPG Maker MV’ แล้ว
ด้วยอานุภาพของ Engine ตัวใหม่ ก็ทำให้ Ib ฉบับ Remake มีลูกเล่นกราฟิกเพิ่มเติมจากเดิม อย่างเช่นที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ก็คือลูกเล่นของแสงเงาในฉาก ที่ช่วยไฮไลต์ตัวละครและงานศิลป์ต่าง ๆ ทำให้เกมดูมีมิติยิ่งขึ้น พร้อมกันก็ยังสามารถใช้ลูกเล่นกับตัวอักษรในกล่องคำพูดให้มีขนาดเล็ก-ใหญ่ไม่เท่ากัน เพิ่มอรรถรสในการอ่านขึ้นด้วยอีกหนึ่งระดับ
นอกเหนือจากลูกเล่นใหม่ของเกม รูปวาดต่าง ๆ ภายในหอศิลป์ก็ถูกทำขึ้นมาใหม่ให้มีรายละเอียดดีขึ้น สวยงามน่าดูชมขึ้นในแบบฉบับของ Pixel Art อีกด้วย บางรูปที่ผู้เล่นสามารถกดเข้าไปดูใกล้ ๆ ได้ คราวนี้ก็จะสามารถเลื่อนดูได้ทั้งรูปตั้งแต่บนจรดล่างแล้ว
โดยรวมก็ถือว่าตัวเกมมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคปัจจุบันมากขึ้น แม้จะไม่ได้ถึงกับก้าวกระโดดไปจากเดิม แต่ก็ถือว่าอยู่ในขอบเขตของเกมอินดี้เกมหนึ่ง ซึ่งสามารถเล่นได้อย่างไม่มีปัญหาไม่ว่าจะรันผ่าน PC สเปคใด ๆ ก็ตามที่มีขายในท้องตลาด
Ib (2012) Ib (2022)จะน่าเสียดายอยู่บ้างก็ตรงที่ตัวเกมรันอยู่ที่ความละเอียด 1280 x 720 เท่านั้น ไม่สามารถปรับเป็นขนาดอื่นได้ และหากต้องการจะเล่นแบบเต็มจอ ก็ทำได้เพียงแค่กดขยายหน้าต่างขึ้นมาเท่านั้น ไม่มีโหมด Full Screen ให้เลือกแต่อย่างใด ซึ่งตรงส่วนนี้เป็นข้อจำกัดของ RPG Maker MV ที่สามารถเข้าใจได้ เพราะหากจะทำให้ตัวเกมรองรับจอหลายขนาด ก็อาจจะต้องพึ่งพาปลั๊กอินเพิ่มเติม และเสียเวลาพัฒนาไปโดยใช่เหตุอยู่เหมือนกัน
สรุป

Ib ในฉบับ Remake เปรียบเทียบได้กับอาหารเมนูโปรดที่จะทานกี่ครั้งก็ยังอร่อย แม้เนื้อหาตัวเกมจะยังคงเหมือนเดิม แต่ก็มีการปรับปรุงองค์ประกอบโดยรอบให้เป็นไปตามสมัยนิยม และเข้าถึงง่ายมากขึ้น
ใครที่คิดถึงเรื่องราวการผจญภัยในหอศิลป์ของ Ib หรือยังไม่เคยได้สัมผัสกับเกมนี้มาก่อน นี่ก็เป็นโอกาสอันดีแล้วที่จะได้ลองกับตัวเกมฉบับ Remake ซึ่งราคา 219 บาทบนหน้าร้านค้า Steam ก็ถือว่าไม่แพงเลย เมื่อดูจากความใส่ใจรายละเอียดของคุณ kouri รวมถึงประสบการณ์ที่เราจะได้รับกลับมา
จุดเด่น
เรื่องราวลึกลับน่าติดตาม ตัวละครและเหล่ามอนสเตอร์ล้วนมีสเน่ห์ในแบบของตัวเอง
กราฟิกที่ปรับปรุงใหม่ เปลี่ยนเฉดสี เพิ่มแสงเงาให้ดูดีขึ้น
บางพัซเซิลถูกปรับให้ง่าย ทำให้เล่นได้ต่อเนื่อง ไม่ติดอยู่ห้องใดห้องหนึ่งนานเกินไป
ดนตรีอันหมองหม่นแต่งดงามระดับมาสเตอร์พีซ
จุดด้อย
เนื้อหาภายในเกมยังเหมือนเดิมเกือบทั้งหมด ถ้าเพิ่งเล่นเวอร์ชันเก่าไปไม่นานก็อาจจะไม่ได้ประทับใจมาก
ฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่เพิ่มเข้ามาในฉบับ Remake ไม่ได้น่าสนใจมากนัก
Score : 7 / 10
Tags: Ib

#รวว #ตำนานหอศลปพศวง #ทกลบมาโลดแลนอกครงในฉบบ #Remake

รีวิว Ib – ตำนานหอศิลป์พิศวง ที่กลับมาโลดแล่นอีกครั้งในฉบับ Remake

ล่วงเลยมาแล้ว 10 ปีหลังจากที่ “Ib” เปิดตัวมาในฐานะของเกมอินดี้เล่นฟรี ที่มอบความสยองขวัญอันแตกต่าง พร้อมสร้างปรากฏการณ์ความนิยม จนเป็นที่พูดถึงและมีแฟนอาร์ตตามมามากมาย
ล่าสุด คุณ “kouri” ผู้ให้กำเนิดเกมนี้ ก็ชุบชีวิตตำนานกลับมาเล่าขานอีกครั้งแล้วในฉบับ Remake โดยออกวางขายบน Steam ในเวอร์ชันภาษาญี่ปุ่นก่อน จากนั้นจึงมีอัปเดตเวอร์ชันแปลภาษาอังกฤษเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา
แล้ว “Ib” ในฉบับ Remake มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง ? มันจะยังขลังอยู่หรือเปล่าเมื่อหยิบมาเล่นในยุคนี้ ? ขอเชิญมาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันได้ในบทความรีวิวของเรา 
เนื้อเรื่อง

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อ “Ib” เด็กสาววัย 9 ปี มีโอกาสเข้ามาเยี่ยมชมหอศิลป์แห่งหนึ่งเป็นครั้งแรกกับพ่อและแม่ของเธอ
ณ หอศิลป์แห่งนี้ มีการรวบรวมผลงานของศิลปินชื่อดังอย่าง ‘Weiss Guertena’ มาจัดแสดงอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นบรรดาภาพวาด ไปจนถึงงานประติมากรรมต่าง ๆ ที่ดูสวยงามและแปลกประหลาดในคราเดียวกัน
Ib ที่ให้ความสนใจกับผลงานของ Guertena, แยกตัวออกมาจากพ่อแม่ของเธอ และเดินเยี่ยมชมหอศิลป์จนมาพบกับภาพวาดขนาดใหญ่ภาพหนึ่ง ที่ราวกับกำลังเชื้อเชิญให้เธอเข้าไปอยู่ในนั้น
ก่อนจะทันรู้ตัว Ib ก็พบว่าเธอหลุดเข้ามาสู่โลกแห่งภาพวาดเสียแล้ว, ที่ ๆ ผลงานของ Guertena มีชีวิตขึ้นมา บ้างก็ดูเป็นมิตร แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ชวนสยองจนต้องหลบเลี่ยง
โชคยังดีที่ Ib ไม่ได้อยู่แค่ตัวคนเดียว เพราะในระหว่างทางเธอก็ยังพบกับ “Garry” ชายหนุ่มร่างสูงท่าทางใจดี ที่ดูเหมือนจะพลัดหลงเข้ามาเช่นกัน รวมไปถึง “Mary” สาวน้อยผู้อายุไล่เลี่ยกับเธอ ซึ่งจะมาร่วมกันเผชิญหน้าและไขปริศนาเหนือจินตนาการ เพื่อหาทางออกไปจากโลกสุดพิศวงแห่งนี้

ฟังดูแล้วนี่ก็ยังคงเป็น Ib ในแบบที่หลายคนคุ้นเคยจากเมื่อ 10 ปีก่อน ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เพราะคุณ kouri ตั้งใจจะทำเกมนี้ขึ้นใหม่ โดยยังคงเรื่องราวต้นฉบับไว้ทั้งหมด อันรวมไปถึงฉากจบที่ก็ยังมีจำนวนเท่ากันกับตัวเกมเดิมอีกด้วย
ซึ่งก่อนที่จะได้รับการ Remake, เกมนี้ก็มีอัปเดตเนื้อหาใหม่ ๆ อยู่ช่วงหนึ่งไปจนสิ้นสุดที่เวอร์ชัน 1.04 ดังนั้นถ้าหากว่าใครได้เล่นตัวเกมฉบับ Remake แล้วไปเจอกับฉากจบที่ไม่คุ้นตา ก็เป็นไปได้ว่าก่อนหน้านี้อาจจะได้เล่นตัวเกมในเวอร์ชันที่เก่ากว่า และยังไม่มีฉากจบนั้น ๆ เพิ่มเข้ามานั่นเอง
เรื่องราวของ Ib ถูกถ่ายทอดออกมาให้เข้าใจได้ง่าย ผู้เล่นสามารถรับรู้ถึงสถานการณ์ตรงหน้า พร้อมกับทราบเบาะแสต่าง ๆ ผ่านการไขปริศนาภายในเกม ก่อนจะไปสู่จุดเฉลยที่น่าสนใจ ซึ่งแม้ว่าจะไม่ใช่พล็อตสยองขวัญที่ดูแปลกใหม่นักในยุคนี้ แต่สำหรับใครที่ไม่เคยรู้จัก Ib มาก่อน อย่างน้อยก็น่าจะอินกับความสัมพันธ์ของแต่ละตัวละคร รวมไปถึงเหตุการณ์พลิกผันต่าง ๆ ที่เล่าออกมาได้อย่างมีจังหวะชั้นเชิงอยู่ไม่น้อยทีเดียว
การนำเสนอ

ความสยองขวัญในเกมนี้ มาจากแนวคิดที่เปลี่ยนให้ผลงานศิลปะนั้นมีชีวิตขึ้นมา จากเดิมที่ก็ดูแปลกประหลาดอยู่แล้ว เมื่อมันขยับได้จึงยิ่งชวนขนลุกมากขึ้นไปอีก ซึ่งผู้เล่นก็ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่างานแต่ละชิ้นจะ “มีชีวิต” ขึ้นมาในรูปแบบใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นบรรดาหุ่นลองเสื้อ, ตุ๊กตาหน้าตาประหลาด หรือภาพสตรีในชุดแดงที่ดูลึกลับ
แต่ถึงอย่างนั้น ตัวเกมก็ไม่ได้มีองค์ประกอบความสยองขวัญเพียงอย่างเดียว เพราะ “สิ่งมีชีวิต” บางตัวก็ไม่ได้น่ากลัวอะไร กลับกันจะรู้สึกว่ามันน่ารักแบบประหลาด ๆ เสียด้วยซ้ำในยามที่ Ib เข้าไปแตะต้องพวกมัน
และด้วยความที่ตัวเกมแทบจะยกเนื้อหาจากต้นฉบับมาทั้งหมด ดังนั้นบรรดาฉากตุ้งแช่ หรือมุกที่ใช้หลอกก็ยังคงเป็นแบบเดิม ใครที่เคยเล่นแต่ลืม ๆ ไปแล้ว ถ้าได้เห็นการเซ็ตฉาก หรือเห็นงานศิลป์บางชิ้น ก็อาจจะจำได้ทันทีว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น
แต่ก็ไม่เชิงว่า Ib จะน่ากลัวจนคนจิตอ่อนเล่นไม่ไหว เพราะส่วนใหญ่แล้วตัวเกมจะเน้นให้ผู้เล่นค่อย ๆ ซึมซับบรรยากาศความพิศวงเสียมากกว่า พร้อมนำเสนอเหตุการณ์อันเหนือความเป็นจริง (Surreal) เคล้าไปกับบทเพลงของคุณ YASUpochi ที่ยังคงติดตรึงหูผู้เล่นไม่ต่างกันกับเมื่อ 10 ปีก่อน
เมื่อพูดถึงพาร์ทดนตรีแล้ว นอกเหนือจากการใช้คาลิมบาและเปียโนเสียงหม่น ๆ มาเป็นองค์ประกอบหลักอย่างลงตัว ในเวอร์ชัน Remake ก็ยังมี BGM ใหม่ ๆ ที่เน้นเครื่องสายมากขึ้นอีกด้วย ช่วยเสริมให้ฉากเดิม ๆ ที่ดูว่างเปล่า กลับมีบรรยากาศในแบบที่ควรจะเป็น
สำหรับส่วนที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดจากตัวเกมต้นฉบับ ก็คือการใช้ Artwork ตัวละครแบบใหม่ทั้งหมด ด้วยลายเส้นที่สวยงามขึ้น ดูก้ำกึ่งระหว่างสไตล์ญี่ปุ่นกับฝั่งตะวันตก และจากเดิมที่เราจะได้เห็นหน้าตัวละครอยู่แค่ในกรอบสี่เหลี่ยม คราวนี้ก็จะโชว์ให้เห็นแบบครึ่งตัวแล้วเหมือนอย่างเกม RPG ในปัจจุบัน 

นอกจากนี้ คุณ kouri ก็จัดการเพิ่มเอฟเฟคต์แสงเงาเข้ามา ทำให้พื้นที่สว่างขึ้นเฉพาะจุดที่ Ib ยืนอยู่ ในแต่ละส่วนของฉากจึงมีความสว่าง-มืดไม่เท่ากัน ดูมีมิติยิ่งขึ้นกว่าต้นฉบับ และยังให้บรรยากาศความน่ากลัวขึ้นอีกเล็กน้อยด้วย
พร้อมกันก็ยังจัดวางตำแหน่งวัตถุต่าง ๆ ในฉากเสียใหม่ ปรับปรุงรายละเอียดให้ดูรู้เรื่องขึ้นว่าสิ่งของแต่ละอย่างคืออะไร และบางฉากที่เป็นภาพหลอนประสาท ก็ถูกทำขึ้นมาใหม่ทั้งหมดให้ดูแล้วเป็นเหตุเป็นผลกว่าที่เคย
ตรงจุดนี้เอง มันเลยทำให้หลาย ๆ ฉากน่าเบื่อจากเกมต้นฉบับกลับดูน่าติดตามมากขึ้น ด้วยการปรับนิด เปลี่ยนหน่อย แต่ยังรักษาลำดับทุก ๆ เหตุการณ์เอาไว้ไม่ให้เสียรสชาติตัวเกมไปแต่อย่างใด
ระบบการเล่น

Ib ฉบับ Remake ยังคงเป็นเกมที่ผู้เล่นต้องเดินวนสำรวจไปมา, แก้ไขพัซเซิลต่าง ๆ ที่ซ้อนกันอยู่หลายชั้น และหาทางออกไปสู่ห้องใหม่ ๆ เพื่อให้เนื้อเรื่องดำเนินต่อไป
ทว่าสิ่งที่แตกต่างไปบ้าง ก็คือตัวพัซเซิลที่มีการแก้ไขปรับปรุงให้ค่อนข้างง่ายขึ้นพอสมควร ผู้เล่นจึงสามารถใช้เซนส์ในการคาดเดา, สังเกตคำใบ้ ดูว่ามีอะไรที่ผิดแผกหรือขาดหายไปจากงานศิลป์แต่ละชิ้น และแก้ไขจนสำเร็จในเวลาไม่นานมากนัก
การปรับปรุงในลักษณะนี้ มีข้อดีตรงที่ผู้เล่นจะไม่ต้องติดหล่มอยู่กับพัซเซิลใดเป็นเวลานานจนเกินไป ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือปริศนาที่ผู้เล่นจะต้องกดปุ่มบนตารางให้ถูกตำแหน่ง, ถ้าเป็นตัวเกมต้นฉบับก็จะไม่มีเลขกำกับใด ๆ อยู่เลย แต่พอเป็นแบบ Remake แล้ว ก็จะมีตัวอักษรและตัวเลขบอกไว้ ซึ่งสามารถหาคำตอบที่ถูกต้องได้จากรูปทั้ง 6 ที่อยู่ด้านหน้าประตูของห้องนี้
Ib (2012) Ib (2022)หรือบางกรณี ก็มีการสับเปลี่ยนเอาพัซเซิลใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามาเลยในระดับความยากที่กำลังพอเหมาะ ช่วยให้เล่นได้ต่อเนื่องยิ่งขึ้น และถ้าใครรู้สึกว่าไปต่อไม่ไหวจริง ๆ ตัวเกมก็มีระบบใหม่ ให้ผู้เล่นกดปุ่ม “E” เพื่อพูดคุยกับเพื่อนร่วมทาง ซึ่งอาจจะได้รับคำใบ้ของแต่ละพัซเซิลมาด้วยในบางโอกาส

นอกเหนือจากการแก้ไขพัซเซิล ก็จะมีบางจังหวะคับขันที่ผู้เล่นต้องควบคุมตัวละครเพื่อหลบหนีสิ่งอันตรายอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้เยอะมากนัก ดังนั้นใครที่ถนัด ๆ ก็อาจจะเล่นเกมนี้ด้วยมือเดียวได้เลย โดยใช้ปุ่ม WASD ในการควบคุม (แทน Arrow Key) และใช้ Z เป็นปุ่มตกลง, X เป็นปุ่มยกเลิก
ส่วนระบบพลังชีวิต แน่นอนว่าตัวเกมยังคงใช้ไอเดียของ “ดอกกุหลาบ” แทน HP ของเรา แต่มีการปรับเปลี่ยนไอคอนกุหลาบให้ทันสมัยมากขึ้น และใช้ (ส่วนที่คาดว่าน่าจะเป็น) หนามแต่ละแฉกในการบอกจำนวนครั้งที่สามารถโดนโจมตีได้ ซึ่งถ้าหมดลงเมื่อใดก็เท่ากับว่า Game Over
ในทางกลับกัน ผู้เล่นก็สามารถฟื้น HP คืนมาได้เมื่อนำกุหลาบไปใส่ในแจกัน ซึ่งจะทำให้ตัวดอกกลับมาบานสะพรั่งมีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ทั้งนี้ก็น่าเสียดายที่ UI แบบใหม่ ไม่ได้ทำให้กลีบของกุหลาบค่อย ๆ น้อยลงเมื่อใกล้จะตายอีกแล้ว เลยอาจจะใช้กุหลาบเป็นสัญลักษณ์สื่อถึง “ชีวิต” ในโลกแห่งภาพวาดนี้ไม่ชัดเจนเท่ากับเกมต้นฉบับอยู่เล็กน้อย
อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่เพิ่มเข้ามาใหม่ ก็คือ “Zoom Mode” ที่ผู้เล่นสามารถกด C เพื่อซูมเข้าไปดูรายละเอียดงานศิลป์แบบใกล้ ๆ ได้ และสามารถเปิดโหมดนี้ไว้ตลอดได้เลยไปจนจบเกม (แต่บางฉากก็จะไม่อนุญาตให้กดซูม) ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วก็น่าเสียดายที่ฟีเจอร์นี้ไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์กับพัซเซิลใด ๆ จึงทำให้ดูเหมือนจะเป็นลูกเล่นที่ไม่จำเป็นต้องใส่เข้ามาเลยก็ได้ด้วยซ้ำ
ในด้านของเนื้อหาท้ายเกม ก็ยังมีโหมด “True Guertena exhibit” มาให้ผู้เล่นได้สะสมงานศิลป์ต่าง ๆ กันให้ครบเหมือนเคย เช่นเดียวกับดันเจี้ยนพิเศษ ซึ่งเราจะต้องวนกลับมาเล่นซ้ำอีกรอบหนึ่ง จึงจะสามารถเข้าถึงดันเจี้ยนเหล่านี้ได้
กราฟิก / ประสิทธิภาพ

ตัวเกมยังคงพัฒนาด้วย Engine ชื่อดังอย่าง RPG Maker เช่นเคย แต่ต่างกันตรงที่ตัวต้นฉบับนั้นเป็น RPG Maker 2000 ขณะที่ตัว Remake เปลี่ยนมาใช้เป็นเวอร์ชันใหม่ (แต่ไม่ล่าสุด) อย่าง ‘RPG Maker MV’ แล้ว
ด้วยอานุภาพของ Engine ตัวใหม่ ก็ทำให้ Ib ฉบับ Remake มีลูกเล่นกราฟิกเพิ่มเติมจากเดิม อย่างเช่นที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ก็คือลูกเล่นของแสงเงาในฉาก ที่ช่วยไฮไลต์ตัวละครและงานศิลป์ต่าง ๆ ทำให้เกมดูมีมิติยิ่งขึ้น พร้อมกันก็ยังสามารถใช้ลูกเล่นกับตัวอักษรในกล่องคำพูดให้มีขนาดเล็ก-ใหญ่ไม่เท่ากัน เพิ่มอรรถรสในการอ่านขึ้นด้วยอีกหนึ่งระดับ
นอกเหนือจากลูกเล่นใหม่ของเกม รูปวาดต่าง ๆ ภายในหอศิลป์ก็ถูกทำขึ้นมาใหม่ให้มีรายละเอียดดีขึ้น สวยงามน่าดูชมขึ้นในแบบฉบับของ Pixel Art อีกด้วย บางรูปที่ผู้เล่นสามารถกดเข้าไปดูใกล้ ๆ ได้ คราวนี้ก็จะสามารถเลื่อนดูได้ทั้งรูปตั้งแต่บนจรดล่างแล้ว
โดยรวมก็ถือว่าตัวเกมมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคปัจจุบันมากขึ้น แม้จะไม่ได้ถึงกับก้าวกระโดดไปจากเดิม แต่ก็ถือว่าอยู่ในขอบเขตของเกมอินดี้เกมหนึ่ง ซึ่งสามารถเล่นได้อย่างไม่มีปัญหาไม่ว่าจะรันผ่าน PC สเปคใด ๆ ก็ตามที่มีขายในท้องตลาด
Ib (2012) Ib (2022)จะน่าเสียดายอยู่บ้างก็ตรงที่ตัวเกมรันอยู่ที่ความละเอียด 1280 x 720 เท่านั้น ไม่สามารถปรับเป็นขนาดอื่นได้ และหากต้องการจะเล่นแบบเต็มจอ ก็ทำได้เพียงแค่กดขยายหน้าต่างขึ้นมาเท่านั้น ไม่มีโหมด Full Screen ให้เลือกแต่อย่างใด ซึ่งตรงส่วนนี้เป็นข้อจำกัดของ RPG Maker MV ที่สามารถเข้าใจได้ เพราะหากจะทำให้ตัวเกมรองรับจอหลายขนาด ก็อาจจะต้องพึ่งพาปลั๊กอินเพิ่มเติม และเสียเวลาพัฒนาไปโดยใช่เหตุอยู่เหมือนกัน
สรุป

Ib ในฉบับ Remake เปรียบเทียบได้กับอาหารเมนูโปรดที่จะทานกี่ครั้งก็ยังอร่อย แม้เนื้อหาตัวเกมจะยังคงเหมือนเดิม แต่ก็มีการปรับปรุงองค์ประกอบโดยรอบให้เป็นไปตามสมัยนิยม และเข้าถึงง่ายมากขึ้น
ใครที่คิดถึงเรื่องราวการผจญภัยในหอศิลป์ของ Ib หรือยังไม่เคยได้สัมผัสกับเกมนี้มาก่อน นี่ก็เป็นโอกาสอันดีแล้วที่จะได้ลองกับตัวเกมฉบับ Remake ซึ่งราคา 219 บาทบนหน้าร้านค้า Steam ก็ถือว่าไม่แพงเลย เมื่อดูจากความใส่ใจรายละเอียดของคุณ kouri รวมถึงประสบการณ์ที่เราจะได้รับกลับมา
จุดเด่น
เรื่องราวลึกลับน่าติดตาม ตัวละครและเหล่ามอนสเตอร์ล้วนมีสเน่ห์ในแบบของตัวเอง
กราฟิกที่ปรับปรุงใหม่ เปลี่ยนเฉดสี เพิ่มแสงเงาให้ดูดีขึ้น
บางพัซเซิลถูกปรับให้ง่าย ทำให้เล่นได้ต่อเนื่อง ไม่ติดอยู่ห้องใดห้องหนึ่งนานเกินไป
ดนตรีอันหมองหม่นแต่งดงามระดับมาสเตอร์พีซ
จุดด้อย
เนื้อหาภายในเกมยังเหมือนเดิมเกือบทั้งหมด ถ้าเพิ่งเล่นเวอร์ชันเก่าไปไม่นานก็อาจจะไม่ได้ประทับใจมาก
ฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่เพิ่มเข้ามาในฉบับ Remake ไม่ได้น่าสนใจมากนัก
Score : 7 / 10
Tags: Ib

#รวว #ตำนานหอศลปพศวง #ทกลบมาโลดแลนอกครงในฉบบ #Remake


สังเคราะห์:Ôn Thi HSG

Trả lời

Email của bạn sẽ không được hiển thị công khai. Các trường bắt buộc được đánh dấu *

Check Also
Close
Back to top button